--Advertisement--

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัตินักเตะดัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัตินักเตะดัง แสดงบทความทั้งหมด

สุดยอดนักเตะในตำนาน โรแบร์โต้ คาร์ลอส แขวนสตั๊ดแล้ว!!

สุดยอดดดด นักเตะพลังเหลือล้น โรแบร์โต คาร์ลอส อดีตแบ๊กซ้ายตีนระเบิดทีมชาติบราซิล ประกาศเลิกล่นฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันพุธที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังจากค้าแข้งมายาวนานถึง 20 ปี โดยสโมสรสุดท้ายที่ คาร์ลอส วัย 39 ปี ลงเล่นให้ อันจิ มาคาชคาลา ในรัสเซีย และเจ้าตัวก็แย้มว่า อาจจะจัดแมตช์อำลาโดยให้ อันจิ พบกับ รีล มาดริด อดีตต้นสังกัดอีกทีมด้วย

สำหรับ คาร์ลอส เริ่มเล่นฟุตบอลกับ ยูนิเอา เซาเชา ในบ้านเกิด เมื่อปี 1991 และเคยลงเล่นให้กับทีมชั้นนำของโลกอย่าง อินเตอร์ มิลาน และ รีล มาดริด มาแล้ว โดยเฉพาะกับทีมชุดขาวนั้นเขาเล่นอยู่ด้วยนานถึง 11 ปี และประสบความสำเร็จมากมาย

คิดถึงสไตล์การเล่นที่ดุดันในสมัยก่อนของเขาจริงๆ หวังว่าคงจะมีคนที่เล่นได้อย่างเขาเกิดขึ้นมาในทีมชาติบราซิลอีก โดยเฉพาะพลังนั้นเรียกได้ว่าสุดยอดมากๆ

ประวัติอันสุดยอดของ Roberto Carlos


ที่มา dailynews.co.th

ประวัติ ริวัลโด้ Rivaldo

ริวัลโด้ หรือชื่อเต็ม ริวัลโด วิเตอร์ บอร์บา เฟอไรรา (Rivaldo Vitor Borba Ferreira) เกิดวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1972 ที่ประเทศบราซิล เป็นนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล ปัจจุบันสังกัดสโมสรฟุตบอลโอลิมเปียกอส ในประเทศกรีซ ริวัลโด้ เป็นส่วนสำคัญของบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 เขายังได้รับตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปในปี 1999 และได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกที่ยอดเยี่ยมตลอดกาลคนหนึ่ง ริวัลโด้ ยังมีชื่อเสียงจากลูกเตะจักรยานอากาศ (bicycle shoot) มีฉายาที่เรียกโดยแฟนฟุตบอลชาวไทยว่า "นิเชา"


ประวัติ ริวัลโด้

ริวัลโด้ เริ่มเล่นฟุตบอลเมื่ออายุ 16 ปีกับสโมสรฟุตบอลซานตาครูซ ในบราซิล เมื่อ ค.ศ. 1989 หลังจากนั้นสองปีเขาได้ย้ายไปเล่นให้กับสโมสร Mogi Mirim EC ในลีกสองของบราซิล ริวัลโดเริ่มมีชื่อเสียงเมื่อย้ายไปร่วมทีมสโมสรฟุตบอลโครินเธียนส์ เมื่อ ค.ศ. 1993 และติดทีมชาติบราซิลเป็นครั้งแรกในปีเดียวกัน ปีถัดมาเขาย้ายไปร่วมทีมสโมสรฟุตบอลพาลไมรัส


ค.ศ. 1996 ริวัลโดย้ายมาค้าแข้งในทวีปยุโรป โดยเซ็นสัญญาหนึ่งปีกับสโมสรฟุตบอลดีปอร์ติโว ลาคอรุญญ่า ในประเทศสเปน ก่อนที่จะย้ายมาร่วมสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ด้วยค่าตัว 16.5 ล้านยูโร ช่วงนี้ริวัลโดประสบความสำเร็จกับทีมชาติบราซิลในการคว้าแชมป์โคปา อเมริกา 1997 และเข้าแข่งขันฟุตบอลโลก 1998ที่ประเทศฝรั่งเศส ริวัลโดนำบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ลา ลีก้าในปี 1998 และ 1999 ซึ่งในปีนี้ เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าและนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป


ค.ศ. 2002 ริวัลโดย้ายมายังสโมสรฟุตบอลเอซีมิลานในกัลโช่ ซีรีส์ เอของอิตาลี ในฤดูกาล 2002-03 เขาได้แชมป์อิตาเลียนคัพและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกร่วมกับเอซีมิลาน แต่หลังจากนั้นเขาประสบปัญหาฟอร์มตก และย้ายจากมิลานไปเล่นให้สโมสรฟุตบอล เฟเนอร์บาห์นเซ ในตุรกีได้หนึ่งปี ก็กลับไปเล่นให้สโมสรฟุตบอลครูไซโรในบราซิลเป็นระยะเวลาสั้นๆ และมาอยู่กับสโมสรฟุตบอลโอลิมเปียกอสในประเทศกรีซจนถึงปี 2007


ค.ศ. 2007 ทีมเออีเค เอเธนส์ ได้ซื้อตัวเขามาร่วมทีม โดยลงเล่นให้กับทีมไปทั้งหมด 56 นัด ยิงไป 28 ประตู โดยแมทช์ที่เจอกับโอลิมเปียกอส ทีมเก่าของเขานั้น เขาเป็นแมนออฟเดอะแมทช์ โดยการจ่ายให้ยิงได้ถึง 3 ลูก โดยเอาชนะไปได้อย่างถล่มทลาย 4-0

ค.ศ. 2008 ริวัลโดย้ายไปรว่มทีมเมืองอุซเบกิสถาน ที่ชื่อว่า"เอฟซี บันยดกอร์" ซึ่งเขาพูดถึงการย้ายทีมครั้งนี้ว่า "ได้ค่าเหนื่อยที่ถูกใจ ริวัลโดเซ็นสัญญา 2 ปี รับค่าเหนื่อยมูลค่า 10.2 ล้านยูโร ต่อปี และเป็นกำลังสำคัญของทีมอยู่ในขณะนี้


ฟุตบอลโลก 2002

ริวัลโดประสบความสำเร็จสูงสุดกับการเล่นฟุตบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 โดยร่วมกับโรนัลโด้ โรนัลดิญโญ่ และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ช่วยพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในครั้งมาไว้ได้สำเร็จ โดยในรอบสองที่พบกับอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกด้วยที่ทีมชาติทั้งสองได้พบกันในศึกฟุตบอลโลก ริวัลโด้เป็นผู้ตีเสมอให้ทีม 1:1 ก่อนจะหมดครึ่งแรก ก่อนที่โรนัลดิญโญ่จะเป็นผู้ยิงลูกฟรีคิกข้ามหัว เดวิด ซีแมน ผู้รักษาประตูของอังกฤษ ทำให้บราซิลขึ้นนำ 1:2 ในครึ่งหลัง ก่อนจะชนะอังกฤษเข้ารอบไปได้ในที่สุดด้วยสกอร์นี้

ความร้ายกาจของริวัลโด้นั้นอยู่ที่การเลี้ยงบอลที่คล่องแคล่วว่องไวบวกกับเทคนิคเฉพาะตัวของเขาทำให้เขาสามารถที่จะพาบอลหลบกองหลังของคู่แข่งไปได้ นอกจากนี้เขายังมีไม้ตายเป็นลูกฟรีคิกที่ยอดเยี่ยมที่ยากจะมีใครทำได้อีกด้วย (ทุกวันนี้ ณ ปี 2012 ยังไม่เห็นมีใครยิงฟรีคิกได้ดีเท่าเขาเลยแม้แต่คนเดียว)


ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : ริวัลโด้ วิเตอร์ บอร์บา เฟอไรรา
วันเกิด : 19 เมษายน 1972
สถานที่เกิด : เรซิเฟ่, บราซิล
สโมสร : โอลิมเปียกอส
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก
ทีมชาติ : บราซิล (1994-2003)
รางวัลรองเท้าทองคำ : 
- ฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า
- นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป 1999
ถ้วยรางวัลที่ได้รับ :
- แชมป์โคปา อเมริกา 1997
- แชมป์ลา ลีก้าสเปน 1998 - 1999
- แชมป์อิตาเลียนคัพ
- ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
- แชมป์ฟุตบอลโลก 2002


ตอนที่ได้แชมป์ FIFA WORLD CUP 2002




ที่มา sport-idol.com


ประวัติกองหน้าระดับโลก โรบินโญ่

โรบินโญ่ หรือที่มีชื่อเต็มว่า “ร็อบสัน เดอ ซัวซ่า” เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1984 เป็นนักเตะชาวบราซิเลี่ยน ที่ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ สโมสร “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยก่อนที่เขาจะมาโด่งดังเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงได้แบบปัจจุบันนี้ โรบินโญ่ เกิดใน ปาร์กัว บิตารู ซึ่งเป็นย่านคนจนในเมือง ซาน บิเซนเต้ ในประเทศ บราซิล

อย่างไรก็ตาม ณ สถานที่นี้ ก็ได้เป็นจุดกำเนิดของการเล่นฟุตบอลในช่วงต้นของชีวิตของโรบินโญ่ อีกด้วย เส้นทางการค้าแข้งของ โรบินโญ่ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เมื่อเขาได้เซ็นสัญญากับทีมไบร่า มาร์ ซึ่งเป็นทีมท้องถิ่นในรัฐเซา เปาโล และเพียงแค่ปีแรกเขาและเพื่อนร่วมทีมก็สามารถคว้าแชมป์ได้ทันที


และเจ้าตัวเริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนบอลในประเทศบ้านเกิดตอนที่อายุได้เพียง 9 ขวบ เมื่อถล่มประตูได้มากถึง 73 ประตูให้กับปอร์ตัวริออส ซึ่งทีมเป็นฟุตซอล เมื่อปี 1993 ก่อนที่ ซานโต๊ส ทีมดังของลีกแซมบ้า จะจับเขาเซ็นสัญญาในฐานะนักเตะเยาวชน ที่ตอนนั้นมีตำนานลูกหนังอย่าง "ไข่มุกดำ" เปเล่ เป็นคนดูแลอยู่


อาชีพนักฟุตบอล
2002-2005 : ซาน โต๊ส

ปี 2002 โรบินโญ่ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 18 ปี ได้เซ็นสัญญาเป็นักเตะอาชีพครั้งแรกกับ สโมสร ซานโต๊ส โดยเขาลงเล่นไปทั้งสิ้น 24 นัด และทำได้ 9 ประตู ในฤดูกาลนั้น ก่อนที่จะช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ลีก (Campeonato Brasileiro)ได้ด้วย ขณะที่ ถัดมาในปี 2003 โรบินโญ่ ได้ลงเล่นมากขึ้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเตะตัวหลักของทีมหลังจากลงสนามทั้งหมด 32 นัด ก่อนที่จะมาดังเปรี้ยงปร้างในฤดูกาลถัดมา เมื่อซัลโวได้ถึง 21 ประตูจากการลงสนามในลีก 37 นัด ซึ่งทำให้ ซานโต๊ส คว้าแชมป์ลีกไปครองได้อีกสมัย

 ฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงดังกล่าวทำให้หลายทีมชั้นนำในยุโรปหวังว่าจะเซ็นสัญญากับเขา แต่ต้นสังกัดก็ไม่ยอมปล่อยเนื่องจากต้องการให้อยู่เป็นกำลังสำคัญของทีมต่อไป อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2004-2005 โรบินโญ่ ก็เผชิญปัญหาถาดโถมเข้ามาในชีวิตเมื่อมารดาบังเกิดเกล้าของเขาถูกลักพาตัวไป ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวภายหลัง 6 สัปดาห์ถัดมา หลังจากมีการยอมจ่ายค่าไถ่ตามที่กลุ่มโจรเรียกร้อง


นอกจากนั้น ฟอร์มการเล่นของโรบินโญ่ ก็ตกอย่างหนัก เมื่อยิงได้เพียง 4 ประตู ในการลงสนาม 8 นัดในลีก เมื่อต้นสังกัดเริ่มสังเกตดูจากผลงานและเห็นว่านักเตะเริ่มไม่มีกะจิตกะใจอยากอยู่ต่อ ทำให้ ซานโต๊ส จึงตัดสินใจยอมปล่อยศูนย์หน้าจอมเทคนิคออกจากทีม หลังจากที่ได้ข้อเสนอจากเรอัล มาดริด เป็นเงินถึง 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินราว 1,200 ล้านบาท) เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2005

2005-2007 : เรอัล มาดริด

โรบินโญ่ ลงเล่นเกมลา ลีกา สเปน ครั้งแรกในวันที่ 28 สิงหาคม 2007 ในเกมที่เอาชนะ คาร์ดิซ 2-1 โดยเขาถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 65 แทนที่ของ โธมัส กราเวอร์เซ่น อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลแรก ของเขาถือว่าล้มเหลว เพราะลงสนามในลีกถึง 37 นัด แต่กลับทำได้แค่ 8 ประตู ซึ่งแน่นอนว่าไม่สมกับความคาดหวังของกองเชียร์ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาบิว ที่หวังว่าจะเห็นลีลาลากเลื้อยอันแพรวพราวและการพังประตูแบบมหัศจรรย์อย่างที่เจ้าตัวเคยทำได้สมัยค้าแข้งในแดนแซมบ้า



ช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2006/07 แฟนบอลราชันชุดขาว ก็กลับมาตั้งความหวังอีกครั้งว่า โรบินโญ่ จะคืนฟอร์มเก่งได้เหมือนกับที่เขาเล่นให้ทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน แต่ทุกอย่างกลับไม่ง่ายเหมือนที่คิด หลังจากที่ ฟาบิโอ คาเปลโล่ เข้ามาเป็นนายใหญ่ของทีมกาลาคติกอส

อย่างที่รู้กันดีว่ากุนซือชาวอิตาเลียนเน้นเกมรับเป็นหลัก และนั่นก็ทำให้ โรบินโญ่ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง แต่หลังจากช่วงพักเบรกฤดูหนาวแล้ว หัวหอกชาวบราซิเลียน ก็เริ่มกลับมาเล่นได้อย่างเข้าฝักเมื่อได้รับโอกาสจาก คาเปลโล่ ก่อนจะช่วยให้ราชันชุดขาว ผงาดคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ4 ปี และยังเป็นครั้งที่3 ในชีวิตค้าแข้งของเขา ก่อนที่ล่าสุดในฤดูกาล 2007-2008 โรบินโญ่ จะยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำไป 11 ประตู และส่งบอลให้เพื่อนยิงอีก 14 ครั้ง พา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลาลีกาสมัยที่ 31 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่แบบไร้คู่แข่ง


ทีมชาติบราซิล

โรบินโญ่ เริ่มติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ครั้งแรกในเกม คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ ปี 2003 ซึ่ง บราซิล ชนะ เม็กซิโก 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เขาก็เคยเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เยาวชนชุด ยู-17 ไปครองด้วย

จากนั้น โรบินโญ่ ก็ลงสนามให้กับทีมบราซิลอย่างต่อเนื่องรวมถึงในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศ เยอรมัน ด้วย อย่างไรก็ตาม โรบินโญ่ ก็ติดทีมไปในฐานะตัวสำรองและยิงประตูไม่ได้เลย แต่ในที่สุดใน ศึกโคปา อเมริกา ปี 2007 ที่เวเนซุเอล่า โรบินโญ่ ก็พัฒนาฝีเท้าจนสามารถขึ้นมาเป็น 1 ใน 11 ตัวจริงของทีมได้สำเร็จ และเขาก็โชว์ฟอร์มได้สมราคา เมื่อเขาเป็นผู้ยิง 4 ประตูให้กับทีมในรอบแบ่งกลุ่ม  โดยเป็นผู้แฮตทริต ในนัดที่ถล่ม ชิลี 4-0  ก่อนที่จะมายิงจุดโทษเฉือน ชนะ เอกวาดอร์ 1-0 ตามลำดับ
เข้าสู่รอบน็อกเอ้าต์ โรบินโญ่ ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง หลังจัดการเหมาสองประตูในเกมที่ถล่ม ชิลี 6-1 ก่อนที่จะมีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติบราซิล เอาชนะเต็งจ๋าอย่าง อาร์เจนตินา ในรอบชิงชนะเลิศ ไปแบบเหลือเชื่อ 3-0 ซึ่งคงจะไม่ผิดนักหากจะบอกว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ โรบินโญ่ ในนามทีมชาติ เพราะเขาโชว์ฟอร์มได้เยี่ยมมาตลอดจนคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครองแบบไร้ข้อกังขา หลังทำไปถึง 6 ประตูจนทำให้ควบรางวัลดาวซัลโวไปครองด้วย และสำหรับในเกมฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก โซน อเมริกา แน่นอน ว่า โรบินโญ่ ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมต่อไปเช่นเดิม


ณ ปัจจุบัน โรบินโญ่ ติดทีมชาติชุดลุยศึกคอนเฟดเดเรชั่นคัพ ซึ่งทำไปได้ 1 ประตูและยังติดชุดทีมชาติชุดคัดฟุตบอลโลก อีกด้วย
เกียรติประวัติที่ได้รับ

Campeonato Brasileiro : 2002, 2004
Bola de Ouro : 2004
FIFA Confederations Cup : 2005
Copa America : 2007
La Liga : (2) 2006/07 , 2007/08

 ประวัติกองหน้าระดับโลก โรบินโญ่


ที่มา sport-idol.com


สุดยอดตำนานลูกหนังบราซิลก่อนยุคเปเล่

ตั้งแต่ช่วงฟุตบอลโลกแล้ว ได้ดูสารคดีประวัติศาสตร์ลูกหนังทางเคเบิลทีวี มีเรื่องราวหลายหลากที่เป็นเกร็ดความรู้ เลยอยากเอามาถ่ายถอดให้กับคนรักเกมฟุตบอลครับ
          
อย่างที่จั่วหัวข้างบน ใครคือวีรบุรุษลูกหนังบราซิเลียน?
            
คำตอบที่น่าจะได้คือ  เปเล่ หรือ ชื่อจริง เอ็ดสัน อรันเตส โดนาซิเมนโต
          
แต่ความจริงแล้ว บราซิลมีวีรบุรุษลูกหนังคนแรก ก่อนยุคของเปเล่ และน่าจะเป็น "ต้นแบบ" แห่งฟุตบอลสไตล์บราซิเลียนด้วย
            
เขามีชื่อว่า อาเธอร์ เฟรดเดอร์ไรซ์ ยอดนักเตะบราซิลในช่วงทศวรรษ 1920-1940
          
ที่มีชื่อสกุลเต็ม ออกไปในแนวทางเยอรมัน ผิดกับนักฟุตบอลบราซิลที่มักจะเป็นที่รู้จักกันในชื่อเล่นหรือฉายา หรือสกุลจะออกไปในภาษาสแปนิชหรือโปรตุกีส ก็เพราะ เอาเธอร์มีบิดาเป็นชาวเยอรมันที่ไปทำงานที่เมืองเซา เปาโล มารดาเป็นคนท้องถิ่นบราซิเลียนเชื้อสายละติน
        




ในช่วงทศวรรษ 1920 ชนผิวขาวในแผ่นดินอาณานิคม ไม่ว่าที่ไหนในโลก จะเป็น "นาย" เหนือคนพื้นเมือง มีการแบ่งชนชั้นอย่างสุดโต่ง ในเมืองใหญ่ของบราซิลอย่าง เซา เปาโล ก็เช่นกัน แม้อาเธอร์จะมีพ่อเป็นคนผิวขาว แต่ยีนทางแม่แรงกว่า เขาจึงเป็นครีโอล์ที่หัวหยิก
          
อาเธอร์อาจจะเริ่มต้นวิถีการเล่นฟุตบอลสไตล์บราซิเลียน จากความสนุกข้างถนน เขาเลี้ยงบอลได้อย่างแคล่วคล่องราวร่ายมนต์ให้ลูกบอลเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องคลอเคลียอยู่กับเท้า
    
มีบันทึกยืนยันว่า เขาคือคนแรกที่มีทักษะการเตะลูกไซด์โค้งแบบบราซิล และแม่นยำถึงขนาดที่ พนันกินเงิน ด้วยการเตะบอลให้โดนขวดเบียร์ที่วางเรียงไว้บนคานประตู ทีละขวดจนหมด (สมัยก่อนคานเสาประตูคงสี่เหลี่ยม)
      
อาเธอร์ เตะลูกไซด์โค้งมุดลงเสา ก่อน การินช่า "เจ้านกน้อย" นักเตะรุ่นพี่ของเปเล่ในทศวรรษ 1950  สร้างบทเพลงเตะลูกโค้ง "ใบไม้ร่วง" ที่ลือลั่นโลก ด้วยซ้ำไป
      
ความที่มีพรสวรรค์เก่งกาจในเชิงบอลเหนือกว่าใคร  เขาเลี้ยงบอลหลุดการพุ่งเสียบของคู่ต่อสู้ ปานลมพัด ซ้ำยังยิงประตูอันสวยสดงดงาม ทำให้สโมสรกีฬาของคนผิวขาวในเซา เปาโล ยอมรับเขาเป็นสมาชิกสโมสร เพื่อเป็นนักฟุตบอลของทีมสโมสร อาเธอร์ลงสนามท่ามกลางนักเตะผิวขาว เขาต้องใช้เนตคลุมหัวเวลาลงสนาม เพื่อปิดบังผมหยิกบ่งชาติกำเนิด (เกี่ยวกับเรื่องสีผิว)
      
ทีมชาติฟุตบอลของบราซิลในช่วงทศวรรษ 1930-40 มีแต่นักเตะผิวขาวเพราะ เอฟเอ สมาคมฟุตบอลบราซิลบริหารโดยกลุ่มคนผิวขาวที่อยู่ในบราซิล หาก อาเธอร์ เฟรดเดอร์ไรซ์ กลับเป็นคนผิวสีคนแรกที่ติดทีมชาติบราซิล
      

มีบันทึกว่า ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ทีมชาติบราซิลยกทีมมาแข่งในยุโรป พบทีมชาติฝรั่งเศส
  
ผลก็คือ ทีมฝรั่งเศสโดยถลุงยับถึง7 เม็ด แต่ที่สำคัญก็คือ โลกลูกหนังยุโรปได้รับรู้เชิงลูกหนังอันยอดเยี่ยมไร้เทียมทานสไตล์บราซิล ที่ทั้งเลี้ยงทั้งยิงด้วยทักษะพรสวรรค์ ทำเอาพวกนักเตะผิวขาวยุโรปยืนเซ่อเป็นเสาหิน จากการสำแดงของ อาเธอร์ เฟรดเดอร์ไรซ์
      
ประวัติของเขามีไม่มากมายนักในโลกลูกหนัง เพราะวิถีชีวิตของเขาอยู่แต่ที่เซา เปาโล, บราซิล โด่งดังเฉพาะที่นั่น ที่เขาเป็นสมาชิกทีมสโมสรคนผิวขาวที่ลงสนามเป็นยิงประตูและชนะทุกครั้งเท่านั้น
      
อาเธอร์ เฟรดเดอร์ไรซ์ เสียชีวิตใน ค.ศ.1969 ที่เซา เปาโล สามวันหลังจากที่เปเล่ทำสถิติยิงครบประตูที่ 1,000
      
กระนั้นก็ตาม ที่เซา เปาโล ยังยกย่องว่าเขาคือวีรบุรุษลูกหนังบราซิเลียน ร่างของเขาถูกฝังในสุสานบุคคลสำคัญของเมือง บ้านพักเรือนแถวที่สโมสรยกให้เป็นที่อยู่ถาวรของเขาจนสิ้นชีวิต ยังเก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์
      
อีก 2 ปีข้างหน้า บราซิลเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2014 เมืองเซา เปาโล เป็นเมืองหนึ่งที่มีสนามการแข่งขัน
      
เชื่อว่า ชื่อของ อาเธอร์ เฟรดเดอร์ไรซ์ จะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะ วีรบุรุษลูกหนังบราซิเลียนแห่งเซา เปาโล
      
ในขณะที่หน้าสนามมาราคาน่า มีรูปปั้นของเปเล่ ในฐานะที่เคยเป็นเด็กเลี้ยงบอลอยู่ข้างถนนเมืองริโอ เดอ จาเนโร

ที่มา siamboots.com


ประวัติของ Zinedine Yazid Zidane จอมทัพรับเทพของทีมตราไก่

ซีเนอดีน ซีดาน ถือเป็นอดีตนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ซีดาน หรือ ที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “ซิซู” เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย โดยเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ปี 1998 และ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000

นอกจากนี้ ความสามารถทางลูกหนังของเขายังได้รับการการันตีจากรางวัล “โกลเด้นบอล” ภายหลังสวมบทกัปตันทีมพาทัพ “เลส์ เบลอส์” ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศศึก ฟุตบอลโลก ปี 2006 ที่ เยอรมัน ได้สำเร็จ ทว่าการปิดฉากชีวิตลูกหนังของเขากลับไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างผลงานที่เขาสั่งสมไว้ หลังจากที่ ซีดาน บันดาลโทสะ ใช้หัวโหม่งมาร์โก มาร์เตรัซซี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี ในแมตช์ดังกล่าว จนเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่โตในช่วงนั้น

ประวัติของ ซีเนอดีน ซีดาน จอมทัพรับเทพของทีมตราไก่

เริ่มต้นอาชีพฟุตบอล
ซีดาน อัจฉริยะลูกหนังเชื้อสายแอลจีเรียผู้นี้ เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1972 ที่เมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาเริ่มต้นอาชีพลูกหนังจากการเล่นอยู่ตามท้องถนนในเมืองมาร์กเซย ตามประสาเด็กทั่วไป จนในตอนที่หนูน้อยซีดาน มีอายุได้ 14 ปี พรสวรรค์ของเขาก็ไปเตะตาแมวมองของสโมสรกานส์ ที่มาชักชวนให้เขาไปเข้าโรงเรียนลูกหนังฝึกฝนฝีเท้ากับทางสโมสร

ในที่สุด ซีดาน ได้กลายเป็นสมาชิกทีมชุดใหญ่ของกานส์ ตั้งแต่ตอนที่อายุยังไม่ถึง 17 ปี โดยในฤดูกาล 1990/1991 เขาก็เป็นตัวจริงของทีมได้แล้ว แม้ว่า กานส์ จะตกชั้นไปจากลีก เอิง แต่ ซีดาน ก็ยังคงได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของฝรั่งเศส ต่อไป เมื่อ บอร์กโดซ์ เข้ามาคว้าตัวเขาไปร่วมทีม ต่อทันทีที่ กานส์ ตกชั้น ในฤดูกาล 1992/1993

หลังจาก ซีดาน ย้ายมาร่วมทีม บอร์กโดซ์ เขาก็เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทีม และสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 1995/1996 ซึ่งแม้ว่า บอร์กโดซ์ จะพ่าย บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน จนพลาดแชมป์ไป แต่ฝีเท้าของ ซีดาน ที่ได้สำแดงออกมาในฤดูกาลนั้น ทำให้เขาแจ้งเกิดในเวทีลูกหนังยุโรป ได้สำเร็จ จนมีคนยกย่องว่าจะกลายเป็นตำนานลูกหนังของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับ มิเชล พลาตินี่ ที่ ซีดาน เคยส่งบอลให้กับมือ ในตอนที่เขาเป็นเด็กเก็บลูกฟุตบอล ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 1984

ในปี 1996  ซีดาน ได้ย้ายไปร่วมทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส ภายใต้การคุมบังเหียนของ มาร์เชโล ลิปปี้ และ ซีดาน ก็เป็นส่วนสำคัญที่พาทีมยูเวนตุส คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และ แชมป์อินเตอร์คอนทิเนนทอล คัพ ในปี 1997 รวมถึง มีส่วนสำคัญพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะพ่ายให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-1 และในฤดูกาลถัดมา ซีดาน ยังช่วยให้ ยูเวนตุส คว้าแขมป์ “สคูเต็ตโต้” ได้อีกสมัย เช่นเดียวกับ พาทีมเขารอบชิงชนะเลิศ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่สุดท้าย ทีมของเขาก็ต้องเป็นฝ่ายปราชัยให้กับ เรอัล มาดริด ไป 0-1 

หลังจากค้าแข้งอยู่ในแดนมักกะโรนี กับ ยูเวนตุส อยู่ 5 ฤดูกาล ในที่สุด ซีดาน ก็ย้ายไปร่วมทีม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่ของสเปน  ในปี 2001 ด้วยค่าตัวสูงที่สุดในโลก 76 ล้านยูโร (ประมาณ 4,028 ล้านบาท)

และในฤดูกาลแรกที่ ซีดาน ไปอยู่กับ รีล มาดริด เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้ทันที ด้วยการเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่ ซีดาน สามารถทำประตูสุดคลาสสิค จากการวอลเลย์บอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม อีกด้วย

ฤดูกาลต่อมา ซีดาน ยังทำผลงานได้อย่ายอดเยี่ยง โดยเขาสามารถพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ และ แชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ได้สำเร็จ ซึ่งในฤดูกาล 2002/2003 ซีดาน ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกจากการประกาศของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ

หรือ ฟีฟ่า เป็นสมัยที่ 3 เทียบเท่ากับ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิล หลังจากก่อนหน้านี้ ซีดาน เคยได้รับรางวัลดังกล่าวมาแล้วในปี 1998 และ 2000

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2005/2006 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของซีดาน กับ เรอัล มาดริด อาจไม่น่าประทับใจนัก เมื่อต้นสังกัดของเขากระเด็นตกรอบรองชนะเลิศศึก โกปา เดล เรย์ และ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงถูกทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ทิ้งห่างถึง 12 แต้ม พร้อมกับคว้าแชมป์ลาลีกา ไปครอง และในที่สุด ซีดาน ก็แขวนสตั๊ด อย่างเป็นทางการ  ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2006


ทีมชาติฝรั่งเศส
จากความที่ ซีดาน ถือสองสัญชาติ ทั้งฝรั่งเศส และ แอลจีเรีย จึงทำให้เขาสามารถเลือกที่จะเล่นให้กับทีมใดทีมหนึ่งก็ได้ และเขาก็เกือบจะได้เล่นให้กับทีมชาติแอลจีเรียไปแล้ว แต่จากการถูกปฏิเสธจากโค้ชของทีมที่รู้สึกว่าเขาไม่มีความเร็วพอในตำแหน่งที่เล่นตอนนั้น ในที่สุด เส้นทางในทีมชาติฝรั่งเศส ของซีดาน ก็บังเกิดขึ้น โดย ซีดาน ติดทีม “ตราไก่” ครั้งแรก ในปี 1994 และสร้างความประทับใจสุดๆ ด้วยการลงมาทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ ฝรั่งเศส ไล่ตามตีเสมอ สาธารณรัฐเช็ก 2-2 หลังจากที่ตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน 0-2 ในตอนที่ ซีดาน ยังไม่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม

ซีดาน มาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในระดับนานาชาติ เมื่อติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 1996 ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเจ้าภาพ และ ซิซู ก็โชว์ลวดลายลีลาออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ฝรั่งเศส จะไม่ถึงดวงดาวในการแข่งขันครั้งนั้น แต่ ซีดาน ก็กลายเป็นเป้าหมายสำคัญสโมสรชั้นนำในยุโรป และเป็นอนาคตของทีม “เลส์ เบลอส์” อีกด้วย

หลังจากจบ ยูโร 96 ยูเวนตุส ทีมมหาอำนาจของอิตาลี ที่ประทับใจฝีเท้าของ ซีดาน เป็นอย่างยิ่ง ก็คว้าตัว ซิซู ไปร่วมทีม ด้วยค่าตัวเพียงประมาณ 3 ล้านปอนด์ และ ซีดาน ก็พา ยูเวนตุส คว้าแชมป์ได้ทันที ด้วยการเอาชนะ ริเวอร์เพลท ของอาร์เจนติน่า ในการชิงแชมป์ฟุตบอลอินเตอร์คอนติเน็นทั่ล คัพ ที่เป็นการเอาแชมป์สโมสรยุโรป มาเจอกับแชมป์สโมสรของอเมริกาใต้ นั่นเอง

ในฟุตบอลโลก 1998 พลพรรคนักเตะฝรั่งเศส ภายใต้การคุมทีมของ เอ็มเม่ ฌักเก้ต์ และมี ซีดาน เป็นหัวใจของทีม แถมยังมีเสียงเชียร์มหาศาลจากแฟนบอลของตนเอง สามารถทะลุทะลวงเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศกับ บราซิล ที่มี โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรงและพวกเขาสามารถเอาชนะ บราซิล ได้แบบขาดลอย 3-0 พร้อมกับคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก สมัยแรก มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ 2 ประตูแรกที่นำไปสุ่ชัยชนะของทีม “ตราไก่” มาจากการโหม่งของ ซีเนอดีน ซีดาน เพลย์เมกเกอร์คนเก่งของทีมนั่นเอง ซึ่งในช่วงปลายปีนั้น ซีดาน ก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก และนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป มาครองได้อีกด้วย

ประวัติของ Zinedine Yazid Zidane

หลังจากคว้าแชมป์โลก 1998 มาครองได้แล้ว พลพรรคนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส ยังเดินหน้าทำผลงานยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเปลี่ยนกุนซือจาก ฌักเก้ต์ มาเป็น โรเช่ร์ เลอแมร์ แต่นักเตะกำลังหลักของทีมก็ยังอยู่กันครบ ซึ่งภารกิจต่อมาของ ซีดาน และชาวคณะก็คือศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000 ซึ่ง ฮอลแลนด์ กับ เบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยที่ ฝรั่งเศส ในฐานะแชมป์โลก ตะลุยผ่านรอบคัดเลือกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะมาสร้างผลงานบันลือโลกอีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป มาครองได้ ด้วยการเอาชนะ อิตาลี ในรอบชิงชนะเลิศ จากประตูชัยของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ และในปลายปีนั้น ซีดาน ก็ได้รางวัลนักเตะยอดเยียมของโลก มาครองเป็นสมัยที่ 2 ด้วย

อย่างไรก็ตาม ซีดาน และทีมชาติฝรั่งเศส ต้องมาประสบความล้มเหลวอย่างยิ่งในฟุตบอลโลก 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ เมื่อกระเด็นตกรอบแรกไปอย่างน่าอาย โดยสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งก็เพราะซีดานได้รับบาดเจ็บในเกมอุ่นเครื่องก่อนการแข่งขัน ทำให้ไม่ฟิตสมบูรณ์เต็มที่ในการลงเตะฟุตบอลโลก 2002

ต่อมาในปี 2004 ซีดาน พาทีมชาติฝรั่งเศส ลงทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ "ยูโร" ปี 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส ก่อนจะต้องเจอกับผิดหวังอีกครั้ง เมื่อพ่ายทีมรองบ่อนอย่าง กรีซ ตกรอบไปแบบพลิกความคาดหมย จนทำให้ ซีดาน ท้อแท้ใจจนประกาศอำลาทีมชาติ หลังจากจบการแข่งขันรายการนั้น


แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของแฟนบอลฝรั่งเศส อีกทั้งกุนซือทีมชาติคนปัจจุบันอย่าง โดเมอเน็ค ก็ลงทุนอ้อนวอนเกลี้ยกล่อมด้วยตนเองมาตลอด ทำให้ ซีดาน ยอมหวนกลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง ในช่วงฤดูร้อนปี 2005 ซึ่งในตอนนั้น สถานการณ์ของทีม “ตราไก่” ในศึกฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอ ซีดาน กลับมาสู่ทีมเท่านั้น ทุกอย่างก็กลับมาลงตัว และ ฝรั่งเศส ก็ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ

ฝรั่งเศส ออกประเดิมสนามศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ เยอรมัน ได้ไม่ดีนัก ด้วยการเสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ 0-0 และ เกาหลีใต้ 1-1 แถมเกมนั้น ซีดาน ก็โดนไล่ออกจากสนาม หลังจากได้ใบเหลือง 2 ใบ ส่งผลให้ ซีดาน ต้องชวดลงสนามในเกมนัดสุดท้าย ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่พบกับ โตโก อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศส ก็สามารถทุบเอาชนะ โตโก 2-0 พร้อมกับผ่านเข้ารอบไปในฐานะทีมอันดับ 2 ซึ่งจะต้องไปพบกับ สเปน ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป

ในเกมพบกันทีม “กระทิงดุ” ซีดาน ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง และเป็นคนเปิดบอลใส่พานให้ ปาทริค วิเอร่า ทำประตูให้ฝรั่งเศส ออกนำ สเปน 2-1 ในช่วงท้ายเกม ก่อนที่ เขาจะมาซัดประตูย้ำชัย ได้ในนาทีที่ 91 ส่งผลให้ ฝรั่งเศส เอาชนะไปได้ 3-1 และเขาไปพบกับ บราซิล แชมป์เก่า  ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งซีดาน ก็แผลงฤทธิ์เปิดบอลให้ เธียร์รี่ อองรี ซัดประตูชัย ให้ฝรั่งเศส เอาชนะไปได้ในที่สุด 1-0 พร้อมกับการคว้าตำแหน่ง “แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์” ในเกมนั้นไปครองในนัดต่อไป ซีดาน นำทัพทีมฝรั่งเศส

ก้าวลงสนามในเกมนัดรองชนะเลิศ โดยพบกับ โปรตุเกส และเขาก็ซัดจุดโทษในนาทีที่ 33 ช่วยให้ ฝรั่งเศส เอาชนะทัพ “ฝอยทอง” ไปได้ 1-0 พร้อมกับทะลุกเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ไปพบกับ อิตาลี ซึ่ง ซีดาน ยังสวมบทฮีโร่ของให้ ซีดาน กลายเป็นนักเตะคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก ที่สามารถทำประตูในนัดชิงชนะเลิศได้ 2 ครั้งในปีต่างกัน เคียงข้างกับ เปเล่, พอล ไบรต์เนอร์ และ วาว่า

อย่างไรก็ตาม อิตาลี ก็มาตามตีเสมอได้สำเร็จ จากการทำประตูของ มาร์เตรัซซี่  ทำให้เกมนี้จะต้องยืดเยื้อไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ นำมาซึ่งการโดนไล่ออกของ ซีดาน ในนาทีที่ 110 หลังจากที่เขาใช้ศีรษะโขกใส่ มาร์เตรัซซี่ แต่ทว่าก็ไม่มีใครทำอะไรกันได้ จนมาถึงการดวลจุดโทษตัดสินซึ่งก็เป็น อิตาลี ที่เอาชนะไปได้ 5-3 แต่หลังจบทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ซีดาน ก็ยังคงรางวัล “โกลเด้นบอล” ซึ่งมอบให้กับผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในศึกฟุตบอลโลก ไปครองในที่สุด

ประวัติของ Zinedine Yazid Zidane

กิจกรรมการกุศล
ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2007 ซีดาน ลงเล่นฟุตบอลการกุศลกับเพื่อหาเงินช่วยเหลือ มูลนิธิเกื้อดรุณ ซึ่งเป็นมูลนิธิช่วยเหลือเด็กที่ได้รับเชื้อเอชไอวี ในประเทศไทย โดยมียอดการบริจาคในกิจกรรมนั้น คิดเป็นเงิน 260,000 บาท

ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2007 ซีดาน ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นทูตของ ยูเอ็น ในปี 2001 ลงเล่นฟุตบอลการกุศลช่วยเหลือผู้ยากจน ที่เมือง มาลาก้า ประเทศ โดยมี อดีตเพื่อนร่วมทีม เรอัล มาดริด อย่าง รวมถึง นักกีฬาประเภทอื่นๆ และ คนดังอีกหลายคน ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมการกุศลดังกล่าวจะถูกจัดขึ้นทุกปี โดยเป็นหนึ่งในแผนงานของ United Nations Development Programme ซึ่งเป็นกิจกรรมขององค์การยูนิเซฟ

ชีวิตส่วนตัว

ซีดาน ระบุว่า ตัวเขาเป็นมุสลิมที่ไม่เคร่งศาสนามากนัก ส่วนในชีวิตครอบครัว ซีดาน ได้พบกับ เวโรนิก เฟร์นานเดซ นักเต้นชาวสแปนิช ซึ่งเป็นภรรยาคนปัจจุบันของเขา ขณะที่ ซีดาน ยังค้าแข้งอยู่กับ ทีม กานส์ ในฤดูกาล 1991/1992 ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกันสองคน ได้แก่ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ และ ลูก้า ซีนาดีน ซีดาน ซึ่งทั้งสองคนกำลึงฝึกฟุตบอลอยู่ที่ อคาเดมี่ของ  สโมสร เรอัล มาดริด 


เกียรติประวัติ

บอร์กโดซ์
ยูฟ่า คัพ (รองแชมป์) : 1995/1996
แชมป์ลีกเอิง : 1995/1996
อินเตอร์ โตโต้ คัพ : 1995
ยูเวนตุส
เซเรีย อา : 1996/1997 : 1997/1998
ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ : 1996
อิตาเลีย ซูเปอร์ คัพ : 1997
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รองแชมป์) : 1996/1997, 1997/1998
เรอัล มาดริด
ลา ลีกา : 2002/2003
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2001/2002
อินเตอร์เนชัลแนล คัพ : 2002
ยูโรเปี้ยนส์ ซูเปอร์ คัพ : 2002
สแปนิช ซูเปอร์ คัพ : 2001, 2003
ทีมชาติฝรั่งเศส
ฟุตบอลโลก : 1998 (แชมป์), 2006 (รองแชมป์)
ฟุตบอลยูโร : 2000 (แชมป์)

รางวัลส่วนตัว
มิดฟิลด์ยอดเยี่ยม, ฟุตบอลสโมสรโลก  : 1997/1998
นักฟุตบอลแห่งปี  : 1998
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก : 1998, 2000, 2003
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก อันดับ 2 : 2006
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก อันดับ 3 : 1997, 2002
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลงดอร์) : 1998
ผู้เล่นทรงคุณค่า, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2001/2002
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรปในช่วง 50 ปี, ยูฟ่า โกลเด้น จูบิลี่ โพล : 2004
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์, ฟุตบอลโลก : 2006
ติดทีมยอดเยี่ยมของโลก : 2005, 2006
Onze d'Or: 1998, 2000, 2001
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป : 2000
FIFA All-Star Team: 1998, 2006
UEFA BEST XI: 2001, 2002, 2003
Chevalier (Knight) of the Légion d'honneur: since 1998

ประวัติของ Zinedine Yazid Zidane
ที่มา sport-idol.com

Alessandro Costacurta กองหลังจอมหนึบ

ประวัติฟุตบอลในตำนาน : อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า กองหลังจอมหนึบ

อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า ได้เรียนรู้ศิลปะการป้องกันประตูจาก ฟรังโก้ บาเรซึ สวีปเปอร์ชั้นยอดของโลกในการเล่นร่วมกับทีมเอวี มิลานและทีมชาติอิตาลี รวมกับพรสวรรค์ที่เขามี จนกระทั่งเขาสามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นลูกศิษย์ที่เก่งกาจไม่น้อยไปกว่าอาจารย์ได้ในที่สุด

อเลสซานโดร สตอปเปอร์ร่างสูงใหญ่ มาดดี ใช้เวลาไม่นานในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวประกบมือหนึ่งของประเทศ ชื่อของอเลสซานโดร อาจจะไม่โด่งดังและเป็นข่าวพาดหัวบ่อยครั้งเหมือนเปาโล มัลดินี่ เพื่อนร่วมทีมเสน่ห์แรง แต่การเล่นฟุตบอลด้วยลีลาการเข้าสกัดคู่แข่งที่แน่นอนทำให้เขามีกองเชียร์ให้กำลังใจไม่น้อยและกลายเป็นคนที่มีความสำคัญต่อทั้งสโมสรฟุตบอลและทีมชาติอย่างมาก โดยจุดเด่นของเขานั้นจะอยู่ที่การประกบคู่แข่งที่สุดยอดจนคู่แข่งมากต่อมากที่เจอกับเขาไม่อาจจะทำอะไรได้ถนัดนักจนยากที่จะผ่านเขาไปได้

เกิด : 24/04/1966
ประเทศ : อิตาลี


Alessandro Costacurta กองหลังจอมหนึบ


ที่มา หนังสือ Football Dream Team

David Seaman เดวิด ซีแมน อีก 1 ตำนานของมือโกลว์ระดับโลก

เดวิด ซีแมน อีก 1 ตำนานของมือโกลว์ระดับโลก


David Seaman
เกิด 19/9/63
ประเทศ อังกฤษ
ข้อมูล เดวิด ซีแมน เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งของเขากับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทว่าในถิ่นแอลแลนด์โร้ด เขากับไม่เคยได้รับเลือกให้ลงสนามเป็นตัวจริง จนกระทั่งได้ย้ายมาอยู่กับปีเตอร์โบโร ยูไนเต็ด ปี 1982 ความรุ่งโรจน์ของเขาจึงได้เริ่มต้นขึ้น

เดวิด ซีแมน หนึ่งในตำนานของทีมสโมสรฟุตบอลอันโด่งดังอย่าง ปืนใหญ่อาร์เซนอล ครองความเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของอังกฤษมาแล้วถึง 8 ปี ด้วยลีลาป้องกันประตูที่รวดเร็ว ว่องไว แข็งแรง ท่าทางสบาย และใจเย็น

ซีแมน หรือที่เพื่อนในถิ่นไฮบิวรี่พากันเรียกขานว่า "แฮร์รี่" คว้ารางวัลชนะเลิศในอังกฤษกับอาร์เซนอลมาแล้วทุกรายการ รวมทั้งถ้วยยูโรเปี้ยน คัพวินเนอร์คัพ ในปี 1994 นอกจากนี้ยังเป็นฮีโร่ของทีมชาติอังกฤษในชุดที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุบอลยูโร 96 ก่อนที่จะพ่ายให้แก่เยอรมนีในการดวลจุดโทษ


David Seaman เดวิด ซีแมน อีก 1 ตำนานของมือโกลว์ระดับโลก

ที่มา หนังสือ Football Dream Team

ประวัติ กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูต้า กองหน้าที่เท้าหนักสุดๆ Sport

ประวัติในการเล่นฟุตบอล
ก้าวแรกที่สัมผัสกับกีฬาฟุตบอล
ในสมัยเด็กๆ Gabriel Batistuta มีพรสวรรค์ในด้านกีฬาเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นเด็กที่ตัวสูงเค้าจึงหันมาเล่นบาสเก็ตบอลและคิดจะเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลอย่างเต็มตัว, แต่เมื่ออาร์เจนติน่าก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์โลกเมื่อปี 1978 มันเริ่มทำให้เค้าเริ่มคิดจะมาเล่นฟุตบอลและเป็นนักฟุตบอลแบบจริงจังหลังจากได้เห็นการเล่นของมาริโอ คัมเปส มันทำให้เค้าอยากเป็นแบบนั้นบ้าง

หลังจากนั้นเค้าก็เริ่มเล่นฟุตบอล ซึ่งก็เหมือนๆกับนักฟุตบอลลาตินทั่วไปที่ยากจน ทำให้เค้าต้องเล่นฟุตบอลตามข้างถนนกับเพื่อนๆและเค้าก็เป็นนักเตะในสโมสรเล็กๆอย่าง Gripo Alegria ซึ่งเป็นสโมสรท้องถิ่น ก่อนที่เค้าจะถูกแมวมองของทีมนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ชักชวนให้ไปทดสอบฝีเท้าและก็ผ่านการคัดเลือกก่อนถูกจับเซ็นต์สัญญาในปี 1988

กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูต้า

ก้าวแรกสู่ฟุตบอลอาชีพ
หลังจากที่บาติสตูต้าเซ็นต์สัญญากับทีมนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ ในยุคที่มีมาร์เซโล บิเอลซ่าเป็นผู้จัดการทีม, มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่บาติสตูต้าจะปรับตัวกับทีมใหม่และดูเหมือนเค้าจะไม่ค่อยมีความสุขนัก เมื่อต้องจากบ้าน, ครอบครัวและแฟนสาวมาอยู่เพียงลำพัง บ่อยครั้งเค้าต้องนอนที่สนามฟุตบอลและด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเร็วในการเคลื่อนตัวก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ก่อนที่จะโดนสโมสรปล่อยตัวให้ทีมเล็กๆอย่างเดปอร์ติโว อิตาเลียโน (อยู่ในเมืองบัวโนส ไอเรส) ยืมตัวไปใช้งาน ซึ่งบาติสตูต้าทำได้ 3 ประตู

กลางปี 1989 บาติสตูต้าย้ายไปร่วมทีมริเวอร์เพลทยักษ์ใหญ่ในวงการฟุตบอลอาร์เจนติน่า โดยเค้าทำได้ถึง 17 ประตูในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก แต่ก็ใช่ว่าสถานการณ์ของเค้าจะดีนักเมื่อต่อมาเค้ามีปัญหากับโค้ชอย่างดาเนียล พาสซาเรลล่าซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจอมเฮี้ยบคนหนึ่ง ทำให้ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังบาติสตูต้าถูดร็อปเป็นสำรองซะเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่พาสเซเรลล่าจะเดินไปบอกกับสโมสรว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่มีจุดเด่นอะไรเลย ก่อนที่ริเวอร์เพลทจะขายบาติสตูต้าไปให้กับทีมคู่กัดตลอดกาลอย่างโบคา จูเนียร์

ในปี 1990 บาติสตูต้าย้ายไปร่วมทีมโบคา จูเนียร์หลังจากกลายเป็นส่วนเกินในริเวอร์เพลท โดยกับสโมสรแห่งนี้เป็นออสการ์ ตาบาเรซที่ดึงเอาความสามารถของบาติสตูต้าออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยในฤดูกาลนั้นบาติสตูต้าได้เป็นดาวซัลโวของลีกและพาโบคา จูเนียร์คว้าแชมป์ลีกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือในฤดูกาลนั้นโบคา จูเนียร์สามารถเอาชนะริเวอร์เพลทได้ทั้ง 4 นัดที่เจอกันอีกด้วย!

http://topicstock.pantip.com/supachalasai/topicstock/S3351881/S3351881-68.jpg

ก้าวแรกในระดับชาติ
ในปี 1991 บาติสตูต้าถูกเรียกติดทีมชาติครั้งแรกในรายการโคปา อเมริกา ที่จัดขึ้นที่ชิลี, ซึ่งบาติสตูต้าเป็นหนึ่งในฟันเฟือนสำคัญที่พาอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์มาครองได้ และเค้าก็ยังเป็นดาวซัลโวสูงสุดอีกด้วยเมื่อยิงไปทั้งสิ้น 6 ประตู

ก่อนที่ประธานสโมสรฟิออเรนติน่าจะจับบาติสตูต้าเซ็นต์สัญญาย้ายจากอาร์เจนติน่ามาเล่นในอิตาลี ซึ่งที่ฟลอเรนซ์นี่เองที่ทำให้ชื่อของ "บาติโกล์" โด่งดังไปทั่วโลก และแม้ในปี 1993 ฟิออเรนติน่าจะโดนลดชั้นไปอยู่ในเซเรีย บีแต่บาติสตูต้าก็ไม่ได้คิดตีจากทีมเพื่อเอาตัวรอดแต่อย่างใดแม้จะถูกสโมสรทั้งในและนอกประเทศพยายามซื้อตัวเค้าไปร่วมทีม แต่ฟิออเรนติน่าก็ใช้เวลาไม่นานในเซเรีย บีก่อนที่กลับมาเล่นในเซเรีย อาอีกครั้ง ซึ่งบาติสตูต้ายิงได้ 16 ประตูในฤดูกาลนั้น โดยมี "เคลาดิโอ รานิเอรี" เป็นผู้จัดการทีมฟิออเรนติน่าสมัยนั้น

ในปี 1993 บาติสตูต้าได้มีโอกาสลงเล่นในรายการโคปา อเมริกาเป็นครั้งที่สอง ที่จัดขึ้นที่เอกัวดอร์, ซึ่งอาร์เจนติน่าก็สามารถคว้าแชมป์มาครองได้อีกครั้ง

ในปี 1994 ในรายการฟุตบอลโลก ที่จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา อาร์เจนติน่าไปได้ไกลที่สุดเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อพวกเค้าพ่ายให้กับโรมาเนีย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกรณีของดีเอโก้ มาราโดน่าที่ถูกแบนเนื่องจากตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้น, โดยในทัวร์นาเมนต์นั้นบาติสตูต้าทำได้ 4 ประตู โดยเค้ายังสามารถแฮตทริกได้ในเกมที่พบกับกรีซในรอบแรกอีกด้วย

http://www.sportradiothai.com/photo_news/or/211220111430Batistuta_net.jpg

หลังจากทำผลงานได้ดีในฟุตบอลโลก 1994, ในฤดูกาล 1994/95 บาติสตูต้าก็ยังคงร้อนแรงไม่หยุดเมื่อจบฤดูกาลเค้าได้รับตำแหน่งดาวซัลโวของลีกเมื่อยิงไปถึง 26 ประตู โดยใน 11 เกมแรกของฤดูกาลนั้นบาติสตูต้ายิงประตูได้ทุกเกมอีกด้วย และในฤดูกาล 1995/96 ฟิออเรนติน่ายังสามารถคว้าได้ทั้งแชมป์ในรายการโคปปา อิตาเลีย (อิตาเลียน คัพ) และซุปเปอร์ โคปปามาครองได้สำเร็จอีกด้วย

ในช่วงรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1998 บาติสตูต้าไม่ค่อยได้ถูกรียกติดทีมชาติมากนัก เนื่องจากโค้ชทีมชาติตอนนั้นคือดาเนียล พาสซาเรลล่าซึ่งเป็นคนที่ระเบียบจัดมาก โดยเค้าเคยออกมาประกาศว่าจะไม่เรียกนักฟุตบอลที่ผมยาวมาติดทีมเค้าแม้จะเล่นได้ดีเพียงไรก็ตาม แม้จะไม่ชอบการไว้ผมสั้นแต่บาติสตูต้าก็ต้องยอมตัดผมออกเพราะเค้าต้องการที่จะกลับไปเล่นในรายการฟุตบอลโลกอีกครั้ง, โดยฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส บาติสตูต้าทำได้ 5 ประตู โดยในเกมที่พบจาไมก้าบาติสตูต้าสามารถทำแฮตทริกได้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำแฮตทริกได้ 2 ครั้งในรายการฟุตบอลโลก (ก่อนหน้านั้นมี: ซานดอร์ โคซิซ, จูสต์ ฟร็องแตง และแกร์ด มุลเลอร์) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่สามารถทำแฮตทริกได้ในการลงเล่นรายการฟุตบอลโลก 2 ครั้ง

ด้วยผลงานที่โดดเด่นมาโดยตลอดในช่วงที่เล่นให้ฟิออเรนติน่าไม่น่าแปลกใจเลยที่บาติสตูต้าจะมีข่าวในการย้ายทีมบ่อยครั้ง แต่เค้าก็ตัดสินใจที่จะอยู่กับฟิออเรนติน่าต่อไป (โดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเพียรพยายามที่จะดึงตัวบาติสตูต้าให้มาเล่นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง) และในฤดูกาล 1998/99 กับการที่ทีมมีผู้จัดการทีมที่ชื่อ "โจวานนี่ ตราปัตโตนี่" ก็คงไม่น่าแปลกใจที่ทีมจะกลับมาได้ลุ้นแชมป์เซเรีย อา, หลังจากทีมทำผลงานได้ดีตั้งแต่เริ่มฤดูกาลและกำลังก้าวขึ้นไปลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว แต่ก็เกิดปัญหาเมื่อบาติสตูต้าได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนต้องพักรักษาตัวหลายเดือน ซึ่งเป็นผลทำให้ผลงานของฟิออเรนติน่าก็ค่อยๆตกลงมา ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 3 และได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกในฤดูกาลถัดไป

http://www.siamsport.co.th/_ImagesColumn/B080827I2U3.jpg

แชมป์สคูเด็ตโต้ครั้งแรกกับเอเอส โรม่าและปีสุดท้ายของการเล่นฟุตบอล
ฤดูกาล 1999/2000 บาติสตูต้าเล่นให้ฟิออเรนติน่าเป็นฤดูกาลสุดท้าย โดยเค้าพาฟิออเรนติน่าผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่สองของรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกได้ ก่อนที่ในฤดูกาล 2000/01 บาติสตูต้าจะย้ายไปร่วมทีมเอเอส โรม่าด้วยค่าตัว 35 ล้านเหรียญ ($) ซึ่งเค้าให้เหตุผลว่า "กับฟิออเรติน่าก็ยังคงเป็นทีมที่ผมรักมากที่สุด แต่กับช่วงท้ายของชีวิตค้าแข้งผมก็อยากที่จะสัมผัสการเป็นแชมป์ลีกอีกซักครั้ง" ซึ่งก็ไม่มีแฟนบอลฟลอเรนซ์คนไหนโกรธในการกระทำของบาติสตูต้าเพราะทุกคนรู้ดีและก็ขอบคุณกับทุกๆอย่างที่บาติสตูต้าทำให้ทีมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา, โดยเค้ายิงประตูให้เอเอส โรม่าในฤดูกาลแรกถึง 20 ประตู และก็ทำให้ความฝันของเค้าเป็นจริงเมื่อจบฤดูกาลเอเอส โรม่าสามารถคว้าแชมป์เซเรีย อามาครองได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1983 ก่อนที่ฤดูกาลต่อมาทางเอเอส โรม่าจะเปลี่ยนเบอร์ที่หลังเสื้อของบาติสตูต้าจาก 18 เป็น 20 (มาจากจำนวนประตูที่บาติสตูต้าทำได้ในฤดูกาลที่พาทีมคว้าแชมป์เซเรีย อา)

หลังจากทำผลงานได้ดีในรอบคัดเลือกรายการฟุตบอลโลก 2002 โดยอาร์เจนติน่าเป็นทีมแรกที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย ในการคุมทีมของมาร์เซโล บิเอลซ่าก็ทำให้บาติสตูต้าหวังที่จะคว้าเกียรติยศสูงสุดโดยการคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้ โดยก่อนการแข่งขันอาร์เจนติน่าถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์, แต่จากการที่ถูกจับฉลากไปอยู่ใน กรุ๊ป ออฟ เดธ ซึ่งประกอบไปด้วยอาร์เจนติน่า, สวีเดน, อังกฤษ และไนจีเรีย ทำให้พวกเค้าไปได้ไม่ไกลดั่งที่คิดไว้และตกรอบแรกในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1962

หลังจากจบฟุตบอลโลก 2002 ก็ดูเหมือนฟอร์มการเล่นของบาติสตูต้าก็จะตกลงไปด้วยทำให้เค้าตกเป็นตัวสำรองของเอเอส โรม่าซะเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่เค้าจะย้ายไปเล่นให้อินเตอร์ มิลานในสัญญายืมตัว แต่ก็ทำผลงานได้ไม่ดีนัก ก่อนที่ท้ายที่สุดจะย้ายไปร่วมทีมอัล อราบิในปี 2004ซึ่งเป็นสโมสรสุดท้ายของเค้า และจบชีวิตการค้าแข้งที่นั่น

http://a3.l3-images.myspacecdn.com/images02/45/0a10dfc7feae42e497d3a73160e163d1/l.jpg

แฟ้มประวัติของ Gabriel Batistuta
ชื่อจริง: กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูต้า
เกิดเมื่อ: 1 กุมภาพันธ์ 1969 (ปัจจุบันอายุ 38 ปี)
สถานที่เกิด: ซานตาเฟ่, อาร์เจนติน่า
ส่วนสูง: 6 ฟุต 1 นิ้ว (185 เซนติเมตร)
ตำแหน่ง: กองหน้าตัวเป้า

ประวัติในการเล่นฟุตบอล
ฤดูกาล 1988-1989 ... สโมสรนีเวลล์ โอลด์ บอยส์
ฤดูกาล 1989-1990 ... สโมสรริเวอร์เพลท
ฤดูกาล 1990-1991 ... สโมสรโบคา จูเนียร์
ฤดูกาล 1991-2000 ... สโมสรฟิออเรนติน่า
ฤดูกาล 2000-2003 ... สโมสรโรม่า
ฤดูกาล 2003 (ยืมตัว) ... สโมสรอินเตอร์ มิลาน
ฤดูกาล 2003-2005 ... อัล อราบิ

กับทีมชาติอาร์เจนติน่า
ติดทีมชาติทั้งหมดในช่วงปี 1991-2002 ลงเล่นทั้งหมด 78 เกม (ทำได้ 56 ประตู)

Gabriel Batistuta

ที่มา sport-idol.com

ประวัติของ David Beckham จอมปั่นฟรีคิกสะท้านโลก

เดวิด โรเบิร์ต โจเซฟ เบ็คแฮม (David Robert Joseph Beckham) เกิดวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ ปัจจุบันมีสัญญาอยู่กับสโมสรแอลเอแกแล็คซี่ในอเมริกา แต่ทีมเอซี มิลานยืมตัวมาเป็นฤดูกาลที่สองแล้ว  และเป็นกัปตันของทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 ถึง 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2006

เบ็คแฮมเป็นนักเตะหนึ่งในสี่คนที่เล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมากกว่า 100 นัด เขายังเป็นนักเตะที่เล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 94 ครั้ง มากที่สุดเป็นอันดับ 5 (ก.ค. 49) และเป็นคนอังกฤษเพียงคนเดียวที่ทำประตูได้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 3 ครั้ง ใน ฟุตบอลโลก 1998 2002 และ 2006 รวมทั้งหมด 17 ประตู ชื่อเสียงของเบ็คแฮมนอกสนามแข่งนั้นโด่งดังกว่าในสนามมาก เฉพาะในสหราชอาณาจักรแล้ว ชื่อเบ็คแฮมเทียบได้กับแบรนด์อย่างโค้กหรือไอบีเอ็มเลยทีเดียว เบ็คแฮมได้รับเครื่องราชเป็นนายทหารแห่งจักรวรรดิบริเตน (Officer of the British Empire) จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2



แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
เบ็คแฮมเกิดในเมือง ลีย์ตันสโตน ในกรุงลอนดอน โดยพ่อของเขา เท็ด เบ็คแฮม เป็นแฟนของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเดินทางไปดูการแข่งขันที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดอยู่เสมอ เบ็คแฮมจึงได้เข้าเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เมื่อผู้เล่นชุดใหญ่ของสโมสรออกจากทีมไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 94-95 ผู้จัดการทีมอเล็กซ์ เฟอร์กูสันจึงนำนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาเล่น เดวิด เบ็คแฮมเป็นหนึ่งในนักเตะเหล่านั้น เบ็คแฮมสามารถทำประตูได้ในนัดแรกของฤดูกาล (ชนะ เวสต์แฮม 3-1) และได้เป็นตัวจริงถาวรนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฤดูกาลแรกของเบ็คแฮมนั้นชนะเลิศทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพ

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม :
 David Beckham
วันเกิด :
 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1975
สถานที่เกิด :
 ลีย์ตันสโตน ลอนดอน อังกฤษ
ส่วนสูง :
 183 ซ.ม. ( 6 ฟุต )
ฉายา :
 Becks, Goldenballs, DB7
ตำแหน่ง :
 กองกลาง
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน :
 แอลเอแกแล็คซี่
หมายเลข :
 23
สโมสรเยาวชน
1991?1992 :
 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
สโมสรอาชีพ
ปีสโมสร ลงเล่น (ประตู)
1993 - 2003
  แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด265 (62)
2003 - 2007
  รีล มาดริด116 (13)
2007 -  แอลเอ แกแล็คซี่   30 (5)
2009 - เอซี มิลาน (ยืมตัว)   14 (2) 
ทีมชาติ
ปีสโมสร ลงเล่น (ประตู)
1994 - 1996
  อังกฤษ U219 (0)
1996 - 2006
  อังกฤษ94 (17)


ชื่อเสียงของเบ็คแฮมเริ่มโด่งดังขึ้นในเดือนสิงหาคม 1996 เมื่อเขายิงลูกจากครึ่งสนามเข้าในนัดที่พบกับวิมเบิลดัน เขาติดทีมชาติอังกฤษนัดแรกวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1996 ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่อังกฤษพบกับมอลโดวา ในฤดูกาลนี้เขายังได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอซึ่งโหวตโดยผู้เล่นในพรีเมียร์ลีก

ฟุตบอลโลก 1998
เบ็คแฮมได้เล่นในรอบคัดเลือกของฟุตบอลโลก 1998ครบทุกนัด แต่ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศฝรั่งเศส ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเกล็น ฮ็อดเดิลได้วิจารณ์ว่าเขาไม่มีสมาธิกับเกมฟุตบอล ทำให้เบ็คแฮมไม่ได้ลงเล่นใน 2 นัดแรก เขากลับมาลงสนามอีกครั้งในนัดที่อังกฤษชนะโคลัมเบีย 2-0 และทำประดูได้


เบ็คแฮมกลายเป็นตัวร้ายของทีมชาติ เมื่อได้รับใบแดงจากการทำฟาล์วนอกเกมกับดิเอโก ซิโมเน นักเตะทีมชาติอาร์เจนตินาในการแข่งขันรอบที่สอง การแข่งขันนัดนั้นเสมอกันและอังกฤษแพ้ในการยิงจุดโทษ สื่อมวลชนอังกฤษจึงกล่าวหาว่าเขาเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ในนัดนี้

ฤดูกาลทริปเปิลแชมป์ (1998-1999)
สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จสูงสุดในฤดูกาล 1998-1999 เมื่อสามารถคว้าแชมป์รายการสำคัญได้ถึง 3 รายการ คือ พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยเบ็คแฮมมีส่วนร่วมอย่างมากในการทำประตูการแข่งขันนัดสำคัญ ผลจากการเล่นที่มีประสิทธิภาพในฤดูกาลนี้ทำให้แฟนของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดให้อภัยความผิดพลาดในฟุตบอลโลก และคอยปกป้องเบ็คแฮมจากแฟนชาวอังกฤษของสโมสรอื่นที่ยังโจมตีเบ็คแฮมอยู่

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgUB9-HUwwDUBb7feNj5-TohW_owuJoJfuXHtAWieWzBKW4mnuyB4rNKGQa650svTDEjY2OtaQE06sKGVgDXT6gTIjV3bgoiQjO9m4xDC9xMeai6BngeZ5CMVA7hEXHUcRvnulparx1dW8/s1600/David_Beckham_Nov_11_2007.jpg

เมื่อชื่อเสียงของเบ็คแฮมนอกสนามเริ่มโด่งดัง เขาเริ่มมีปัญหากับผู้จัดการทีมอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งมองว่าวิคตอเรีย เบ็คแฮม ภรรยาของเขามีส่วนต่อพฤติกรรมแย่นอกสนาม ซึ่งทำให้เบ็คแฮมไม่มีสมาธิกับการแข่งขันเท่าที่ควร

เบ็คแฮมเริ่มกลับมาเอาชนะใจแฟนฟุตบอลอังกฤษได้อีกครั้ง เมื่อผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเควิน คีแกน ลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2000 ปีเตอร์ เทย์เลอร์ ผู้จัดการชั่วคราวในขณะนั้นมอบตำแหน่งกัปตันทีมให้กับเบ็คแฮม และสืบต่อมาถึงช่วงของ สเวน โกรัน อีริคสัน ผู้จัดการคนถัดมา เบ็คแฮมมีบทบาทอย่างมากในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002 โดยเฉพาะนัดที่เอาชนะทีมชาติเยอรมนี 5-1 และตีเสมอให้อังกฤษ 2-2 ในนัดที่เจอกับทีมชาติกรีซ ซึ่งทำให้อังกฤษเข้ารอบสุดท้ายในที่สุด

ฟุตบอลโลก 2002
เบ็คแฮมได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับสโมสรฟุตบอลดีปอร์ติโว ลา คอรุญญ่า ในเดือนเมษายน 2002 จึงหมดสิทธิ์เล่นทั้งฤดูกาล แต่เขาหายทันการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วม เขาทำประตูชัยในนัดที่พบกับอาร์เจนตินา แต่สุดท้ายอังกฤษแพ้ให้กับบราซิลในการแข่งขันรอบถัดมา

http://www.david-beckham.us/wallpapers/david-beckham-1024x768-wallpaper.gif

เบ็คแฮมได้รับบาดเจ็บอีกครั้งต้นฤดูกาล 2002-03 และเริ่มเสียตำแหน่งตัวจริงในทีม ความสัมพันธ์ของเขากับเฟอร์กูสันถึงจุดแตกหัก เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 หลังการแข่งขันที่แพ้ให้กับสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล ในห้องแต่งตัว เฟอร์กูสันได้เตะรองเท้าสตั๊ดไปโดนบริเวณเหนือคิ้วของเบ็คแฮมจนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นในการย้ายทีมของเบ็คแฮมเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เบ็คแฮมลงสนามกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทั้งหมด 394 นัด ทำได้ 85 ประตู

เรอัล มาดริด
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดต้องการขายเบ็คแฮมให้กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา แต่เบ็คแฮมกลับเซ็นสัญญา 4 ปีกับสโมสรฟุตบอลรีลมาดริดด้วยค่าตัวประมาณ 35 ล้านยูโร การย้ายทีมครั้งนี้ถูกวิจารณ์ว่ารีลมาดริดต้องการซื้อความเป็นดาราของเบ็คแฮมเพื่อหวังรายได้จากการขายสินค้า มากกว่าต้องการตัวเบ็คแฮมจากฝีมือการเล่นฟุตบอล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเสื้อของเบ็คแฮมนั้นขายหมดทันทีในวันแรกที่เขาย้ายมายังมาดริด

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi0yRJkV78jcAeAwR1ay4zwDZyxy-tmzQ9KEqwPkmay4cunHElW4v-A4NrsM0Tj3PmekQC-7QnhV_KCgAflwe19_R2hfjgaTvdzW-xAFfyVkRE1tX0v38RFtnCLNdSxWGSEoV2upd77NDPl/s1600/David-Beckham-wallpaper-192%5B1%5D.jpg

เมื่อเล่นกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เบ็คแฮมใส่เสื้อหมายเลข 7 แต่เมื่อย้ายมามาดริด หมายเลข 7 ถูกครอบครองโดยราอูล กอนซาเลซดาวยิงชาวสเปนอยู่แล้ว เบ็คแฮมจึงเปลี่ยนไปใส่หมายเลข 23 โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นแฟนของไมเคิล จอร์แดน นักบาสเก็ตบอลชื่อดัง

ฤดูกาลแรกของเบ็คแฮมที่มาดริดเริ่มต้นได้ค่อนข้างดี แต่มาดริดไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆ ได้เมื่อจบฤดูกาล เบ็คแฮมตกเป็นข่าวอื้อฉาวว่ามีความสัมพันธ์กับอดีตผู้ช่วย และนางแบบชาวออสเตรเลีย เบ็คแฮมได้ปฏิเสธข่าวเหล่านี้ ปีนั้นเขายังได้ลงแข่งขันยูโร 2004 และยิงลูกโทษพลาด ทำให้อังกฤษแพ้โปรตุเกสในรอบสี่ทีมสุดท้าย

ฤดูกาล 2007/08 ถึงจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเบ็คแฮม จากการเข้ามาคุมทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ซึ่งไม่เห็นค่าของเบ็คแฮมเท่าไหร่นัก เขาจับเบ็คแฮมเป็นตัวสำรอง หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งจุดเปลี่ยนแปลงที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2007 เบ็คแฮมได้ประกาศ เซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีม "แอลเอ แกแล็คซี่" หลังจบฤดูกาล 2007!!!

มีข่าวต่างๆออกมามากมายในกรณีดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านั้น ทางมาดริดได้เสนอสัญญา 2 ปี ให้กับเบ็คแฮม แต่เจ้าตัวต้องการสัญญาระยะยาวกว่านั้น ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่มีสัญญาฉบับใหม่มายื่นให้บักเบ็คเซ็น จนเป็นผลให้จอมวางบอล ย้ายไปรับทรัพย์มาหาศาลจากสัญญา 5 ปี ของทีมของเมเจอร์ลีก แทน

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhKD3UGlRqUVKUxv2T07FCHtxqkaCmXPkZVuALqqPoylKpodT13WYEaMi0Oj29Yh2-GRS0u39ITcTMoAj-c_khbKXk2XNMgIoXHOUG3AAOlS4cjXSRvG4iJcO6M15SENPm-rJg1TXtiRPdy/s1600/1213859711.jpg

จากกรณีดังกล่าว ทำให้คาเปลโล่ ประกาศตัดเบคแฮมออกจากทีม และไม่ให้ลงเล่นอีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เบคแฮมเลิกล้มช่วงเวลาที่เหลือ กับทีมชุดขาวแต่อย่างใด เขายังคงมาซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเป็นปกติ จนกระทั่ง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทีมราชัน ฟอร์มบู่เป็นอย่างมาก มีเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ให้ส่งเทพบุตรสุดหล่อ ลงมาเปิดเกมส์ทางกราบขวาเหมือนเป็นปกติ จนในที่สุด เบคแฮมก็ได้กลับมาลงเล่นอีกจนได้ ซึ่ง ณ ขณะนั้น บักเบคโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมมาก จ่ายใส่พานให้คนอื่นทำประตูสุดสวยหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งเรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลาลีกา ไปครองในที่สุด ซึ่งคาเปลโล่ ถึงกลับมาให้สัมภาษณ์เลยว่า "ผมเสียใจจริงๆที่เราไม่ยื่นสัญญาในระยะเวลาอย่างที่เขาต้องการ"

แอลเอ แกแล็คซี่
เบ็ค เปิดตัวในฐานะนักเตะแอลเอ ที่โฮม ดีโป เซ็นเตอร์ สนามของทีม โดยเบ็คเลือกใส่หมายเลข 32 ซึ่งในวันเปิดตัวนั้น มีแฟนบอลมาต้อนรับมากมายถึง 250,000 คนเลยทีเดียว

เบ็คแฮม ลงสนามเล่นแมทช์แรกกับทีม เชลซี ในแมทช์อุ่นเครื่อง ซึ่งทีมแพ้ไป 0-1 และลงเล่นในลีกแมทช์แรกเจอกับทีม ดีซี ยูไนเต็ด ซึ่งสามารถจ่ายบอลให้ แลนดอน โดโนแวน ยิงได้ด้วย และพาทีมเอาชนะไป 2-0

และในแมทช์ที่แข่งศึกซูเปอร์ลีกา(ยูฟ่าแชมเปี้ยน ของอเมริกาใต้) เจอกับทีมพาชูร่า ของเม็กซิโก เบ็คแฮมได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า ส่งผลให้เขาพักยาวถึง 6 สัปดาห์เลยทีเดียว ซึ่งกว่าจะกลับมาเล่นได้ก็แทบจบฤดูกาลแล้ว สรุปในฤดูกาลแรกกับทีมแอลเอ เบ็คแฮมได้ลงทั้งสิ้น 8 นัด ( 5 นัดในลีก) และทำได้ 1 ประตู (0 ในลีก) เล่นเอาแฟนๆถึงกับทำป้ายบอกเลยว่า "กุซื้อแฮรี่มาอ่านยังจะถูกกว่าคุ้มกว่าอีก"

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjfeUdEpe8D-hyewbbzIGmU4GRBXwBWfn1ODjvKdsfmhN5-efpf0jWo1_kcxMH0zIvakizzzZtWCVfzFlDK2tgmsOAwb7YTvSHhWlppnO0zVf3OQ2dM5X-Kuz860LE3UpZt3bIeZa8Zj-o/s1600/David-Beckham-Wallpapers-2011.jpg

ช่วงปิดฤดูกาล เบ็คแฮมสร้างความฮือฮาด้วยการมาซ้อมบอล กับทีมอาร์เซนอล ซึ่งถือเป็นข่าวครึกโครมในช่วงนั้นเลยทีเดียว สำหรับลูกแรกที่ทำได้ในเมเจอร์ลีกนั้น เป็นการเจอกับทีม ซาน โจเซ่ เอิร์ธเควกเกส โดยเบ็คทำได้ในนาทีที่ 9และวันที่ 24 พฤษภาคม 2008 เบ็คแฮมก็สร้างตำนานการยิงไกลร่วมครึ่งสนามอีกครั้ง ในแมทช์เจอกับแคนซัสซิตี้ วิซาร์ด ซึ่งยิงไกลในระยะร่วม 70 หลา

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจบฤดูกาล ทีมก็ไม่ได้สิทธิอะไรเลย จบฤดูกาลแบบมือเปล่า ซึ่งหลังจากความหวังที่จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของทีม กลับไม่ประสบความสำเร็จใน 2 ฤดูกาลที่อยู่กับทีม ทำให้ช่วงปิดฤดูกาลที่ 2 เบ็คแฮมเลยตัดสินใจมามิลานแบบยืมตัว

ช่วงปี 2008 เบ็คแฮมซึ่งกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง เพราะโค้ชฟาบิโอ คาเปลโล ซึ่งเคยคุมทีมเรอัล มาดริด สมัยที่ยังมีเบ็คแฮมอยู่กับทีม ในเล็งเห็นศักยภาพการเปิดบอลใส่พานของเขา และเรียกตัวกลับมาติดทีมชาติ ซึ่งก็ทำผลงานในบอลโลกรอบคัดเลือกได้เป็นอย่างดี ซึ่งการที่ฟอร์มของเขายังดีอยู่ ทำให้ยอดทีมจากอิตาลี เอซี มิลาน อยากได้ความสามารถของเขามาช่วยทีม จึงอาศัยช่วงที่ปิดฤดูกาลของอเมริกา ยืมตัวเบ็คแฮมมาใช้งาน ซึ่งทางแอลเอก็ได้ตอบตกลงอย่าง่ายดาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ทีมปีศาจแดงดำจะสามารถเรียกความสามารถระดับท๊อปฟอร์มของเบ็คแฮมกลับมาได้ ซึ่งเบ็คก็ไม่รอช้า รีบบินมาเล่นให้ในทันที

http://neoskosmos.com/news/sites/default/files/2012/January/beckham.jpg

เบ็คแฮม ลงเล่นอย่างเป็นทางการให้กับเอซี มิลาน ในแมทช์ที่เสมอกับโรม่า 2-2 เบ็คยิงได้ลูกแรกในเซเรีย อาร์ ในนัดถล่มโบโลญญ่า 4-1 ซึ่งเป็นการลงสนามนัดที่สามของเขา ซึ่งพอโชว์ฟอร์มได้ดีกับทีมปีศาจ เบ็คแฮมก็แสดงอาการ ไม่อยากกลับไปเล่นในลีกที่ระดับต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเองอย่างเมเจอร์ลีก ทันที เขาแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า อยากอยู่กับมิลาน ต่อไป ซึ่งทีมมิลาน ก็ได้ยื่นข้อเสนออยู่หลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายมีมูลค่าสูงสุดที่ 10.5 ล้านปอนด์ แต่เงินแค่นี้ ทีมเศรษฐีจากอเมริกาไม่ยอมขายอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาเล่นให้กับแอลเอ ต่อไป

ฟุตบอลโลก 2006
เบ็คแฮมมีส่วนในการทำประตูในรอบแรกของฟุตบอลโลก 2006 และยิงได้ในนัดที่พบกับเอกวาดอร์ในรอบที่สอง ทำให้เขาเป็นผู้เล่นอังกฤษคนแรกที่ทำประตูได้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 3 ครั้ง อย่างไรก็ตามในการแข่งขันกับโปรตุเกสในรอบถัดมา เบ็คแฮมบาดเจ็บจนถูกเปลี่ยนตัวออกในครึ่งหลัง และอังกฤษแพ้จุดโทษให้กับโปรตุเกสอีกครั้ง

หลังจากตกรอบฟุตบอลโลก เบ็คแฮมประกาศลาออกจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติอังกฤษ เพื่อเปิดทางให้รุ่นน้องคนอื่นเข้ามารับหน้าที่นี้แทนปัจจุบัน เบ็คแฮมได้กลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง ภายใต้การคุมทีมของคาเปลโล่ ซึ่งกำลังทำศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก อยู่ในขณะนี้

http://www.toptenz.net/wp-content/uploads/2008/11/beckham.jpg

ชีวิตส่วนตัว
เบ็คแฮมแต่งงานกับ วิคตอเรีย อดัมส์ นักร้องสาวของวงสไปซ์เกิลส์ ฉายา "Posh Spice" ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอย่างมาก ทั้งคู่ถูกเรียกจากสื่อว่า "Posh and Becks" และชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ครอบครัวเบ็คแฮมมีลูกชาย 3 คน คือ บรุคลิน โจเซฟ เบ็คแฮม (เกิด 1999), โรมีโอ เจมส์ เบ็คแฮม (เกิด 2002) และครูซ เดวิด เบ็คแฮม (เกิด 2005)

http://www.soccerwallpaper.mackafe.com/var/albums/David-Beckham-Wallpaper-Gallery/david_beckham_wallpaper_.jpg

ที่มา sport-idol.com

ประวัตินักเตะแข้งทอง ลิโอเนล เมสซี่ Lionel Messi

นับตั้งแต่สิ้นยุคของมหัศจรรย์ลูกหนังอาร์เจนไตน์ "เสือเตี้ย" ดีเอโก้ มาราโดน่า ก็มีนักเตะพรสวรรค์สายเลือดใหม่มากมายที่ถูกเปรียบเทียบกับเทพเจ้าลูกหนังรายนี้ แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดมาราโดน่า ก็ได้พบกับทายาทที่แท้จริงจนได้กับเจ้าหนูมหัศจรรย์ "ลิโอเนล เมสซี่"

ลิโอเนล เมสซี่ หรือในชื่อเต็มว่า ลิโอเนล อันเดรส เมสซี่ เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปี 1987 เป็นเมสซี่เป็นเด็กหนุ่มที่เกิดในแคว้นซานตา เฟ่ ที่เมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนติน่า

เจ้าหนูลิโอเนล หรือ "ลีโอ" เริ่มต้นเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ 5 ขวบ และได้อยู่กับสโมสรเล็กๆที่ชื่อว่า กรานโดลี่ ซึ่งมีพ่อเป็นโค้ชให้ จนกระทั่งในปี 1995 ก็ได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรที่ใหญ่กว่าอย่างนีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ เพื่อเรียนวิชาลูกหนังที่เข้มข้นกว่าเดิม

เมื่อได้ย้ายมาสู่นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ สโมสรในระดับลีกสูงสุดของอาร์เจนติน่า เส้นทางของเจ้าหนูตัวเล็กรายนี้น่าจะไปได้สวยและมีโอกาสจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในอนาคตก้าวสู่เส้นทางลูกหนังตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยไปร่วมสังกัดนีเวลล์ส โอลด์ บอยส์



ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม :
 ลิโอเนล อันเดรส เมสซี่
วันเกิด :
 24 มิถุนายน 1987
สถานที่เกิด :
 โรซาริโอ , ประเทศอาร์เจนติน่า
ส่วนสูง :
 69 ซม.(5ฟุต 6นิ้ว)
น้ำหนัก :
 67 กก.
ฉายา :
 เมสซิโดน่า, ลีโอ
ตำแหน่ง :
 กองหน้าตัวต่ำ/กองกลางตัวรุก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน :
 บาร์เซโลน่า
หมายเลข :
 10
ประวัติการค้าแข้ง
ปี
สโมสร
ลงเล่น (ประตู)
1995 - 2000  
 นักเตะฝึกหัดของสโมสร นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ -
2000 - 2004  
  นักเตะฝึกหัดของสโมสร บาร์เซโลน่า -
2004 - ปัจจุบัน  
  สโมสรบาร์เซโลน่า
109 ( 54 )
2005 - ปัจจุบัน  
  ทีมชาติอาร์เจนติน่า
38 ( 12 )

แต่ในขณะที่เมสซี่ กำลังจะไปได้ดี โชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาอย่างจัง เมื่อร่างกายที่เล็กเกินกว่าเพื่อนร่วมรุ่นขาดพัฒนาการ ร้อนถึงพ่อต้องจับตรวจและพบว่าเมสซี่ มีปัญหาในเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย เนื่องจากฮอร์โมนบางตัวได้ขาดไป และพ่อแม่ของเขาก็ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาที่แสนแพงในอาร์เจนติน่าได้

ในขณะที่หนทางกำลังจะตีบตัน ครอบครัวเมสซี่ ก็พบกับทางสว่าง เมื่อการ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการด้านกีฬาของบาร์เซโลน่า ได้เห็นฟอร์มของเจ้าหนูมหัศจรรย์รายนี้และประทับใจกับพรสวรรค์ที่มีเหลือล้นในตัว เรซัค จึงได้ยื่นข้อเสนอให้ว่าทางบาร์เซโลน่า ยินดีที่จะจ่ายเงินค่ารักษาให้แต่ว่าเมสซี่ จะต้องไปอยู่ที่สเปน ครอบครัวเมสซี่ไม่ปฏิเสธโอกาสนั้น จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปอยู่ที่สเปนพร้อมกันทั้งครอบครัว เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน

ด้วยพรสวรรค์ ฝีเท้า และความเร็วในตัวเขา ทำให้เจ้าหนูเมสซี่ค่อยๆ ก้าวเป็นดาวเด่นในทีมระดับเยาวชนของบาร์ซ่า ก่อนจะถูกดันขึ้นสู่ทีมบาร์เซโลน่า บี อย่างรวดเร็ว

เส้นทางชีวิตของเมสซี่ ยังแรงและเร็วเหมือนจรวดทะยานขึ้นฟ้า เพียงแค่ไม่นานเขาก็กลายเป็นตัวหลักในทีมบี และทำผลงานเหลือเชื่อด้วยการยิงไปถึง 37 ประตูจากการเล่นแค่ 30 นัดเท่านั้น ฟอร์มการเล่นระดับนี้ไม่มีทางที่แฟรงค์ ไรจ์การ์ด นายใหญ่ทีม "เจ้าบุญทุ่ม" จะมองไม่เห็น และในปลายฤดูกาล 2004/05 ไรจ์การ์ด ก็เปิดทางให้เจ้าหนูมหัศจรรย์รายนี้ได้เริ่มต้นลงมาสัมผัสเกมในทีมชุดใหญ่ ซึ่งเมสซี่ ก็ใช้เวลาไม่นานในการควานหาประตูแรกในนัดที่พบกับอัลบาเซเต้ ซึ่งก็เป็นประตูสุดสวยด้วยการกระดกข้ามหัวผู้รักษาเข้าไป และเป็นประตูที่ทำให้เมสซี่ เป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงให้บาร์ซ่าได้ในวัย 17 ปี 10 เดือนกับอีก 7 วัน

http://www.kachon.com/upload/images/kachon201011302267.jpg

หลังจากที่ได้ประเดิมเกมกับบาร์ซ่าไปแล้ว เมสซี่ ก็กลับมาเป็นแกนหลักของทีมชาติเยาวชนของอาร์เจนติน่า หลังได้ปฏิเสธโอกาสที่จะเล่นให้ทีมชาติสเปนไปก่อนหน้านั้น และในรายการฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลกที่เนเธอร์แลนด์ เมสซี่ ก็สร้างปรากฏการณ์ขึ้น เมื่อสามารถร่ายลีลาลูกหนังได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจและทุกคนที่ได้เห็นก็ต้องอุทานว่านี่มันดีเอโก้ มาราโดน่า ที่เกิดใหม่ชัดๆ ซึ่งในรายการนี้เมสซี่ เป็นกำลังสำคัญที่สุดในการพาทีมฟ้าขาวคว้าแชมป์และคว้าทั้งรางวัลดาวซัลโวด้วยจำนวน 6 ประตู และยังได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำรายการด้วย

ทันทีที่จบรายการดังกล่าว บาร์ซ่า ก็จัดแจงต่อสัญญายาวให้เมสซี่จนถึงปี 2010 ทันที โดยมีเงื่อนไขในการย้ายทีมสูงถึง 150 ล้านยูโร มากกว่าโรนัลดินโญ่ รุ่นพี่ที่เป็นนักฟุตบอลหมายเลขหนึ่งของโลกถึงกว่า 30 ล้านยูโรเสียอีก
และหลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 4 ส.ค.2005 เมสซี่ ก็ถูกโฮเซ่ เปเกร์มาน เทรนเนอร์ทีมชาติอาร์เจนติน่า เรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ทันทีและได้ลงสนามนัดแรกทันทีในเกมกับทีมชาติฮังการี
แต่ก็เป็นเกมประเดิมสนามที่เลวร้ายอย่างน่าเหลือเชื่อสำหรับเมสซี่ เมื่อถูกใบแดงไล่ออกจากสนามเพียงแค่ 40 วินาทีเท่านั้นหลังลงเล่นเนื่องจากผู้ตัดสิน มาร์คุส แมร์ก เห็นว่าไปชักศอกใส่วิลมอส วานซัค กองหลังทีมแม็กยาร์ที่พยายามดึงเสื้ออยู่ ทำให้เจ้าหนูมหัศจรรย์ต้องเดินออกจากสนามทั้งน้ำตา

http://www.cnnsi.com/2009/soccer/09/02/heath.pearce/lionel-messi.jpg

อย่างไรก็ตาม เมสซี่ ไม่ได้ท้อแท้มากนักและกลับมาลงสนามใหม่ให้กับทีมชาติอาร์เจนติน่า ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกกับปารากวัย ในวันที่ 3 ก.ย. 2005 ซึ่งแม้จะได้เล่นเพียง 8 นาทีและแพ้ด้วยสกอร์ 1-0 แต่เมสซี่ ก็ถือว่านัดนี้เป็นการลงเล่นนัดแรกครั้งใหม่ของเขาในสีเสื้อฟ้าขาว
ถัดมาไม่นานในวันที่ 25 ก.ย. เมสซี่ ก็ได้เป็นพลเมืองของประเทศสเปน ทำให้สามารถที่จะลงสนามให้กับทีมบาร์เซโลน่าได้อย่างไม่ติดขัดอีก หลังต้องอดทนรอข้างสนามมานานนับเดือนเนื่องจากทีมบาร์ซ่า มีนักเตะนอกโควต้าอียูเกินที่กำหนดแล้ว และเมสซี่ ก็ก้าวมาเป็นกำลังหลักในทีมของไรจ์การ์ดทันที ในฐานะสามเหลี่ยมมหัศจรรย์ร่วมกับซามูแอล เอโต้ และโรนัลดินโญ่ นำบาร์ซ่า คว้าดับเบิ้ลแชมป์ทั้งลา ลีกา และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่

ในปีนี้เมสซี่ ยังได้รับรางวัลโกลเด้น บอย จากนิตยสารตุตโต้ สปอร์ตด้วย และชื่อของเจ้าหนูมหัศจรรย์รายนี้ก็เป็นที่กล่าวขานกันในวงการฟุตบอล ซึ่งแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักลิโอเนล เมสซี่

แต่ในปี 2006 เมสซี่ พบกับช่วงเวลาที่ไม่ดีนัก หลังกลับมาจากฟุตบอลโลกครั้งแรกในชีวิตด้วยความผิดหวังเนื่องจากอาร์เจนติน่า ต้องร่วงตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือเจ้าภาพเยอรมัน แต่ตัวเขาเองก็พอจะทำผลงานได้ดีไม่น้อยโดยยิงได้ 1 ประตูในเกมกับเซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร (ถล่มไป 6-0) และทำให้เป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

หลังจากนั้น เมสซี่ เกิดโชคร้ายได้รับบาดเจ็บในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับแวร์เดอร์ เบรเมน ถึงขั้นกระดูกเท้าแตกจนต้องพักการเล่นมาอย่างยาวนานหลายเดือนนับจากนั้น
อย่างไรก็ตาม เมสซี่ กลับมาลงเล่นได้อีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เมื่อทำแฮตทริกได้ในเกม "เอล กลาซิโก้" กับทีมเรอัล มาดริด ในนัดที่เสมอกับบาร์เซโลน่า 3-3 ที่คัมป์ นู ซึ่งทำให้เมสซี่ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบนับสิบปีที่ทำแฮตทริกได้ในเกมนี้
นับตั้งแต่อีวาน ซาโมราโน่ ทำไว้เมื่อปี 1994-95 และหากนับของบาร์ซ่า ก็เป็นคนแรกตั้งแต่โรมาริโอ ทำได้เมื่อปี 1993-94 เลยทีเดียว และยังเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ในเกมเอล กลาซิโก้ ด้วย



แต่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมสซี่ เกิดขึ้นหลังจากนั้นเมื่อทำได้คนเดียว 2 ประตูในเกมโคป้า เดล เรย์ กับเคตาเฟ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประสุดอัศจรรย์ด้วยการลากเดี่ยวจากครึ่งสนามฝ่าผู้เล่นเคตาเฟ่ 6 คนเข้าไปทำประตูอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นประตูที่แทบจะถอดแบบประตูแห่งศตวรรษที่มาราโดน่า ทำได้ในฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับทีมชาติอังกฤษ ที่ถือเป็นประตูในตำนานตลอดกาลของฟุตบอลโลกเลยทีเดียว

หลังจากนั้นได้มีการนำสองประตูที่ว่ามาเปรียบเทียบกันแบบช็อตต่อช็อต และพบว่าเป็นประตูที่มาจากพิมพ์เดียวกันจริงๆทั้งจำนวนระยะทางที่เท่ากัน (62 เมตร) และยังเป็นการเลื้อยผ่านผู้เล่นเท่ากันคือ 6 คน (รวมผู้รักษาประตู) ยิงประตูจากมุมเดียวกัน แถมยังวิ่งไปฉลองการทำประตูที่มุมธงเหมือนที่มาราโดน่าทำอีกต่างหาก สิ่งเดียวที่แตกต่างคือมาราโดน่า แปด้วยเท้าซ้าย ส่วนเมสซี่ ยิงหักข้อด้วยเท้าขวา

หนังสือพิมพ์ในสเปนถึงกับให้ฉายาใหม่แก่เมสซี่ว่า "เมสซี่โดน่า" ทีเดียวกับตำนานบทใหม่นี้ และทุกฝ่ายก็ต่างจับตามองเส้นทางของเจ้าหนูมหัศจรรย์คนนี้

นอกเหนือจากการลากเลี้ยงสไตย์บาร์เซโลนาแล้ว ผลงานของเมสซี่ในช่วง 2007-2008 ไม่ค่อยมีใครจดจำนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าทางทีมต้นสังกัด บาร์เซโลนา ไปไม่ถึงไหน ตกรอบทุกรายการรวมถึงโดนทีมคู่รักคู่แค้นอย่าง เรอัล มาดริด แย่งแชมป์ไปด้วย ทำให้ไม่เป็นที่จับตามองเท่าไหร่นัก

จนกระทั่งการเข้ามาคุมทีมของ โจเซ็ป กวาดิโอลาร์ และการจากไปของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และ โรนัลดินโญ่ เป๊บ กุนซือคนใหม่ ทำอีท่าไหนไม่มีใครทราบ ส่งให้เจ้าหนูตีนระเบิดจากอาร์เจนตินา ยิงไปในฤดูกาลเดียวทั้งสิ้น 38 ประตู จ่ายให้ยิงอีก 18 ในจำนวนการลงสนามทั้งสิ้น 51 นัด!!! มีส่วนช่วยให้ทีมเจ้าบุญทุ่ม คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้ในฤดูกาลที่ 2008/09
messi

http://www.siamsport.co.th/_ImagesColumn/B100408F8M9.jpg
ประวัตินักเตะแข้งทอง ลิโอเนล เมสซี่ Lionel Messi

ชอตแห่งความทรงจำ หลังจากโชว์ฟอร์มอันตรายอยู่หลายช็อต ในที่สุด เจ้าหนูเมสซี่ ก็ส่งบอลเข้าสู่ตาข่ายเป็นลูกที่ 3 ลีลาการเล่นของเขาประทับใจถึงขนาดแฟนแอตเลติโก มาดริด ซึ่งเป็นเจ้าถิ่น ต้องลุกขึ้นปรบมือให้ ขณะที่เจ้าหนูตีนจรวดรายนี้ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม


เกียรติยศระดับทีมชาติ
ทีมชาติอาร์เจนตินา
: แชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี : 2005
: เหรียญทองโอลิมปิก ปี 2008
: รองแชมป์ โคปปาอเมริกา 2007

เกียรติยศระดับสโมสร
ทีมบาร์เซโลน่า
: แชมป์ลาลีกาสเปน : 2004-05, 2005-06, 2008-09
: แชมเปียนส์ลีกยูฟ่า : 2005-06,  2008-09
: แชมป์โคปปา เดลเรย์ : 2008-09
: แชมป์ซูปเปอร์โคปา สเปน Supercopa de Espana : 2005, 2006

เกียรติยศส่วนตัว
: นักเตะยอดเยี่ยม (Golden Ball) ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี : 2005
: ดาวซัลโว (Golden Boot) ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี : 2005
: นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม (Golden Boy) : 2005
: นักเตะอาร์เจนตินาแห่งปี (Olimpia de Plata) : ปี 2005
: นักเตะดาวรุ่งแห่งปีของฟีฟ่า (FIFPro) : 2006

http://www.thairath.co.th/media/content/2009/05/20/7154/hr1667/630.jpg
ประวัตินักเตะแข้งทอง ลิโอเนล เมสซี่ Lionel Messi www.thairath.co.th

ที่มา sport-idol.com

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. ผลบอลสด - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger